การลงนามใน หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายบ้าน เป็นข้อตกลงเบื้องต้นที่แสดงเจตนาอันแท้จริงว่าผู้ซื้อต้องการครอบครองสินทรัพย์และผู้ขายตกลงที่จะปล่อยกรรมสิทธิ์นั้นในอนาคต เอกสารฉบับนี้มีบทบาทสำคัญมากในช่วงระหว่างที่ผู้ซื้อกำลังดำเนินการยื่นขอสินเชื่อจากธนาคาร ซึ่งมักจะใช้เวลาประมาณสามสิบถึงสี่สิบห้าวัน ข้อความในเอกสารจะเป็นการล็อกทรัพย์สินชิ้นนั้นไว้ไม่ให้ผู้ขายนำไปเสนอขายให้แก่ผู้อื่นในราคาที่สูงกว่า และเป็นการให้ความมั่นใจแก่ผู้ขายว่าผู้ซื้อรายนี้มีความตั้งใจจริงและได้วางเงินมัดจำไว้ส่วนหนึ่งแล้วเพื่อเป็นหลักประกัน

การกำหนดเงื่อนไขเวลาในการยื่นเอกสารขอสินเชื่อและการโอนกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจน
การระบุระยะเวลาที่แน่นอนลงไปในตัวเอกสารมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยต้องระบุวันสิ้นสุดของสัญญาและวันที่จะไปทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่สำนักงานที่ดินให้ชัดเจนเป็น วัน เดือน ปี เช่น กำหนดให้ผู้ซื้อต้องดำเนินการยื่นกู้และอนุมัติให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับจากวันทำสัญญา หากพ้นกำหนดนี้โดยไม่ใช่ความผิดของผู้ซื้อ เช่น ธนาคารทำงานล่าช้า คู่สัญญาอาจตกลงขยายระยะเวลาออกไปได้โดยทำเป็นเอกสารแนบท้าย เพื่อความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการเวลาของทั้งสองฝ่าย
วิธีการลงลายมือชื่อและการมีพยานรับรู้เพื่อความสมบูรณ์ของเอกสารทางกฎหมาย
เพื่อให้เอกสารฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ การลงลายมือชื่อของคู่สัญญาต้องทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน โดยพยานควรเป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือและไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในทรัพย์สินชิ้นนั้น พร้อมทั้งลงชื่อกำกับในเอกสารทุกหน้าเพื่อป้องกันการปลอมแปลงหรือการสับเปลี่ยนหน้าสัญญาในภายหลัง การเตรียมเอกสารชุดนี้เป็นจำนวนสองฉบับที่มีข้อความตรงกันเปรียบเสมือนหลักฐานสำคัญที่แต่ละฝ่ายต้องเก็บรักษาไว้จนกว่าการโอนกรรมสิทธิ์จะเสร็จสิ้น