การทำความเข้าใจสถาปัตยกรรมของพื้นที่จัดเก็บสิ่งของในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องแยกแยะให้ออกระหว่างคลังสินค้าทั่วไปกับอาคารแบบ fulfillment center ซึ่งมีการออกแบบระบบภายในที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คลังสินค้าแบบดั้งเดิมมักเน้นการจัดเก็บสิ่งของจำนวนมากในรูปแบบของพาเลทขนาดใหญ่เพื่อรอการขายส่งและการเก็บรักษาเป็นเวลานาน แต่อาคารคลังสินค้าพร้อมส่งยุคใหม่จะเน้นการหมุนเวียนของเข้าออกอย่างรวดเร็ว โครงสร้างภายในจึงถูกแบ่งออกเป็นโซนย่อยๆ เช่น พื้นที่รับของเข้า ชั้นวางของขนาดเล็กที่หยิบง่าย โต๊ะแพ็กของที่มีอุปกรณ์ครบครัน และจุดพักพัสดุเพื่อรอรถขนส่งเข้ามารับ เพื่อให้การขยับตัวของพนักงานลื่นไหลที่สุด
การจัดระบบความปลอดภัยและระบบควบคุมอุณหภูมิสำหรับสินค้าที่ต้องการความดูแลพิเศษ

เนื่องจากสิ่งของที่นำมาฝากไว้ในคลังประเภทนี้มีความหลากหลายสูง ตั้งแต่เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องสำอาง ไปจนถึงอาหารเสริมและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การจัดให้มีโซนควบคุมอุณหภูมิหรือห้องแอร์จึงมีความสำคัญมากเพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อครีมหรืออาหารเสริมเสื่อมสภาพจากความร้อนภายนอก นอกจากนี้ระบบรักษาความปลอดภัยก็ต้องมีความเข้มงวดในระดับสูงสุด ทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดความคมชัดสูงให้ครอบคลุมทุกซอกมุมของชั้นวาง การมีระบบสแกนลายนิ้วมือหรือบัตรผ่านเข้าออกเฉพาะเจ้าหน้าที่ และการติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เจ้าของธุรกิจว่าทรัพย์สินจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
วิธีการจัดการสินค้าตีกลับและการคัดแยกประเภทเพื่อนำกลับมาหมุนเวียนขายใหม่
ข้อได้เปรียบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของศูนย์จัดการสินค้าพร้อมส่งคือระบบการบริหารพัสดุตีกลับจากลูกค้า เมื่อมีของโดนปฏิเสธการรับหรือลูกค้าขอเปลี่ยนสินค้า ทีมงานในคลังจะทำหน้าที่แกะกล่องตรวจสอบสภาพของภายในอย่างละเอียด หากสินค้ายังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็จะทำการทำความสะอาด ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ใหม่ และนำกลับขึ้นไปจัดเก็บบนชั้นวางเพื่อรอการสั่งซื้อในรอบถัดไปทันที ระบบนี้ช่วยให้ร้านค้าไม่ต้องเสียเวลาจัดการกับของตีกลับด้วยตนเองและช่วยลดการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจได้อย่างดีเยี่ยม